ผวจ.สงขลา เฉียบขาด สั่งระดมรื้อโพงพางผิด กม.ในทะเลสาบ จนเรียบ

หมวดหมู่ : สงขลา, ทั่วไป,

อ่าน : 201
ผวจ.สงขลา เฉียบขาด สั่งระดมรื้อโพงพางผิด กม.ในทะเลสาบ จนเรียบ

สงขลา-ผวจ.สงขลา เฉียบขาดเอาจริง สั่งรื้อถอนโพงพางในทะเลสาบสงขลา หลังยืดเยื้อมานาน ชาวโพงพางออกมาต้าน แต่เจ้าหน้าที่บูรณาการรื้อจนสำเร็จ เพราะผิดกฎหมาย คืนความอุดมสมบูรณ์และร่องน้ำเดินเรือให้ทะเลสาบ

        เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เวลา 00.30 น.จังหวัดสงขลา ภายใต้การอำนวยการของนายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกรมประมง ร่วมกับทัพเรือภาคที่ 2, กองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจน้ำ, ศรชล.ภาค 2, ศรชล.จังหวัดสงขลา, กอ.รมน.จังหวัดสงขลา, สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาสงขลา, ตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา และฝ่ายปกครอง นำกำลังเจ้าหน้าที่ลงเรือ กว่า 20 ลำ เข้าทำการรื้อถอนโพงพาง บริเวณปากร่องน้ำทะเลสาบสงขลาเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ทะเลสาบสงขลา และคืนร่องน้ำปลอดภัยในการเดินเรือให้ผู้สัญจรและเรือขนส่งสินค้า 

          เจ้าหน้าที่ได้บูรณาการกำลังแบ่งเป็น 3 ชุด ลงเรือมุ่งเป้าเข้ารื้อถอนโพงพาง 13 แถว จำนวน 159 ปาก โดยเริ่มจากการใช้เรือยางของกรมประมงเข้าไปตัดเชือกที่ผูกติดอยู่กับเสาโพงพาง ซึ่งเป็นวัสดุที่ยึดตรึงโพงพางไว้ ก่อนทำการตัดอวนตาข่ายที่จมอยู่ใต้น้ำ แต่เนื่องจากเชือกและเสาโพงพางแต่ละต้นมีความสูงใหญ่ บวกกับถูกปักไว้เป็นเวลานานหลายปี และเป็นปฏิบัติการในเวลากลางคืน จึงทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อตัดเชือกออกแล้วทางทัพเรือภาคที่ 2 ต้องใช้เรือหลวง ผูกเชือกลากถอนเสาโพงพางแต่ละต้น ก่อนนำเสาโพงพางที่รื้อถอนได้บรรทุกขึ้นเรือหลวง เพื่อนำขึ้นฝั่งและอายัติไว้เป็นของกลางในการดำเนินคดีต่อไป 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติการอยู่นั้น มีชาวประมงโพงพางในพื้นที่ได้นำเรือหางยาวขับไล่ตามเรือราชการ จุดพลุส่งสัญญาณและโทรศัพท์ตามชาวบ้านให้นำเรือประมงเข้ามาสมทบ เพื่อขัดขวางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ มีการตะโกนด่าทอต่อว่าเจ้าหน้าที่ด้วยคำหยาบคายหาว่าทำเกินกว่าเหตุ โดยยังคงอ้างเหตุผลเดิมว่า โพงพางคือวิถีชีวิตของชาวบ้าน นอกจากนี้มีชาวประมงโพงพางบางส่วนได้นำเรือหางยาวหลายสิบลำ เทียบท่านำกำลังชาวบ้านปิดท่าเรือไว้ไม่ให้เรือของราชการขึ้นท่าได้ พร้อมฉายไฟใส่และตะโกนต่อว่ากันระงม เจ้าหน้าที่ได้อธิบายให้ทราบเหตุผลของการปฏิบัติว่าเป็นนโยบายของจังหวัดสงขลา

           สำหรับปัญหาประมงโพงพางในทะเลสาบสงขลา เป็นปัญหาเรื้อรังยาวนานมาตั้งแต่ พ.ศ. 2491 จนถึงปัจจุบัน แม้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหา แต่ทุกครั้งจะโดนขัดขวางจากชาวบ้านในพื้นที่โดยอ้างว่าเป็นวิถีทำมาหากินดั้งเดิม แต่ในความเป็นจริงการกระทำดังกล่าวขัดแย้งต่อพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 มาตรา 67 ที่ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ใดใช้หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อใช้ซึ่งเครื่องมือทำการประมงผิดกฎหมาย โดย (1) เครื่องมือโพงพาง รั้วไซมานหรือกั้นซู่รั้วไซมาน เครื่องมือลี่ หรือเครื่องมืออื่นที่มีลักษณะและวิธีการคล้ายคลึงกัน 

         ส่วนความผิดในมาตรา 103 วรรคสามชี้ชัด ในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวบุคคลซึ่งติดตั้งเครื่องมือทำการประมง สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งใด ๆ ลงในที่จับสัตว์น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจรื้อถอนได้ เมื่อรื้อถอนแล้วให้พนักงานเจ้าหน้าที่เก็บรักษาเครื่องมือ หรือวัสดุที่รื้อถอนไว้เป็นเวลาสามสิบวัน ถ้าเจ้าของไม่มาแสดงตนเพื่อขอคืนให้เครื่องมือหรือวัสดุดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน และพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจทำลาย ขาย หรือดำเนินการอื่นได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด และมาตรา 146 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 67 (1) ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวน 

          นอกจากผลกระทบด้านระบบนิเวศแล้ว โพงพางยังกระทบตั้งอยู่ในลักษณะกีดขวางร่องน้ำเป็นอันตรายต่อการเดินเรือ ตามประกาศของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค ที่ 2/2567 เรื่อง แนวเขตร่องน้ำการเดินเรือเพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ 

          ผู้สื่อข่างรายงานว่า ปัญหาโพงพางในทะเลสาบสงขลาหากย้อนไปเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา ได้ออกคำสั่งสำนักงานประมงจังหวัดสงขลา ที่ 16/ 2567 ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่สร้างลงในที่จับสัตว์น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองรื้อถอนเครื่องมือประมงประจำที่ประเภทโพงพาง และหรือเครื่องพันธการอื่นใดที่เกี่ยวข้อง บริเวณร่องน้ำทะเลสาบสงขลา ตั้งแต่ช่วงบริเวณหัวพญานาคไปจนถึงท่าเทียบเรือประมงสงขลา 2 (ท่าสะอ้าน) ระยะทางกว้าง 300 เมตร ยาว 5,000 เมตร ออกจากบริเวณดังกล่าว นับแต่วันที่ปิดคำสั่ง 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 

          คำสั่งสั่งดังกล่าวระบุชัดเจนหากไม่มีการรื้อถอน เครื่องมือประมงปตระเภทโพงพางและหรือเครื่องพันธนาการอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ภายในกำหนดระยะเวลาตั้งกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมาย แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดเข้ารื้อถอนแม้ว่าจะรับทราบข้อมูลตามประกาศแล้ว  สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา จึงได้ดำเนินการตามแผนการแก้ไขปัญหา (แผนระยะเร่งด่วน) 7 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในพื้นที่ผ่านตัวแทนชาวประมงโพงพาง และผู้นำทางศาสนา 

            ขั้นตอนที่ 2 จัดทำแนวเขตพื้นที่ร่องน้ำ โดยสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาสงขลา ได้จัดทำแผนที่ร่องน้ำทะเลสาบสงขลา พร้อมทั้งระบุตำแหน่งพิกัด และจำนวนเครื่องมือประมงโพงพางที่กีดขวางร่องน้ำ มีทั้งหมดจำนวน 13 แถว 159 ช่อง (ได้รับงบประมาณปี พ.ศ. 2568) ขั้นตอนที่ 3 สำรวจและจัดทำบัญชีรายชื่อเจ้าของเครื่องมือประมงโพงพางในร่องน้ำเดินเรือ ตั้งแต่บริเวณหัวพญานาคจนถึงท่าเทียบเรือประมงสงขลา 2 (ท่าสะอ้าน) ซึ่งคณะทำงานแก้ไขปัญหาฯ ได้ร่วมบูรณาการลงเรือสำรวจและจัดทำบัญชีรายชื่อเจ้าของเครื่องมือประมงโพงพาง ในบริเวณร่องน้ำทะเลสาบสงขลา พิกัดของโพงพางเสร็จเรียบร้อยแล้ว รวม 13 แถว 159 ช่อง 

            ขั้นตอนที่ 4 สร้างการรับรู้และความเข้าใจ รับฟังความคิดเห็นของชาวประมงโพงพาง คณะทำงานแก้ไขปัญหาฯ ร่วมกับอำเภอสิงหนคร จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้จัดทำแบบสอบถามเสนอให้ผู้ประกอบการโพงพางปรับเปลี่ยนอาชีพจากการทำการประมงโพงพางเป็นอาชีพอื่นแต่ไม่ได้รับความร่วมมือ อีกทั้งผู้ประกอบการโพงพางมีข้อเสนอเรียกร้องให้รัฐจ่ายเงินเยียวยาจากการเลิกทำการประมงโพงพางจำนวนช่องละ 500,000 บาท หากรัฐยินยอมจ่ายเงินตามจำนวนดังกล่าวผู้ประกอบการโพงพางจะยินยอมรื้อถอนเครื่องมือประมงโพงพาง 

            ขั้นตอนที่ 5 การรื้อถอนเครื่องมือประมงโพงพางอย่างมีส่วนร่วม และการให้ผู้มีส่วนได้เสียร่วมกันในการแก้ไขปัญหา โดยสำนักงานประมงจังหวัดสงขลาได้มีคำสั่งที่ 16/2567 เรื่อง ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่สร้างลงในที่จับสัตว์น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 กำหนดให้รื้อถอนโพงพางเฉพาะแนวพื้นที่ร่องน้ำจำนวน 13 แถว 159 ช่อง ตามประกาศสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา ที่ 2/2567 เรื่อง แนวเขตร่องน้ำการเดินเรือเพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ ผลปรากฏว่าชาวประมงผู้ใช้เครื่องมือโพงพางไม่ให้ความร่วมมือ ต่อมาได้มีผู้แทนชาวประมงผู้ใช้เครื่องมือประมงโพงพางเข้าปรึกษาหารือกับประธานที่ปรึกษาคณะทำงานแก้ไขปัญหาการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย เพื่อให้ส่วนราชการและผู้ที่เกี่ยวข้องประชุมปรึกษาหาทางออกโดยไม่ให้เกิดความขัดแย้ง โดยขอให้คณะทำงานแก้ไขปัญหาการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายชะลอการรื้อถอนออกไปก่อน  

           ขั้นตอนที่ 6 ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ตามความจำเป็น) ได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 มาตรา 67 (1) นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสงขลา, สภ.สิงหนคร เพื่อดำเนินคดีกับผู้ใช้เครื่องมือโพงพาง และขั้นตอนที่ 7 การควบคุม เฝ้าระวัง กำกับดูแล หลังการรื้อถอนเครื่องมือประมงโพงพาง (จะดำเนินการต่อเนื่องหลังจากมีการรื้อถอนเครื่องมือประมงโพงพางแล้ว)

          ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเปิดปฏิบัติการรื้อถอนโพงพางในครั้งนี้ จังหวัดสงขลาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เนื่องจากก่อนหน้าทางราชการการได้ดำเนินการสร้างการรับรู้ ประชุมชี้แจง ด้วยนโยบายผ่อนปรนมาโดยตลอด และหากพิจารณาตามแผนการแก้ไขปัญหา (แผนระยะเร่งด่วน) 7 ขั้นตอน จะเห็นว่าการเปิดปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ในขั้นตอนที่ 6 ของการดำเนินงาน

          การเอาจริงเอาจังครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า จังหวัดสงขลามีความตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหาประมงโพงพางผิดกฎหมายในทะเลสาบสงขลา อยากให้ชาวประมงเข้าใจและยอมรับเพราะกฎหมาย คือระเบียบ คือกติกาของการอยู่ร่วมกันในสังคม สำคัญที่สุดคืออยากให้พี่น้องชาวประมงในพื้นที่เข้าใจผลกระทบต่อระบบนิเวศที่เกิดจากการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย รวมถึงผลกระทบด้านการคมนาคมขนส่งทางน้ำ ความกังวลด้านความปลอดภัย ที่ทำให้จังหวัดและประเทศเสียผลประโยชน์ทางการค้า 

            ส่วนข้อเสนอที่ชาวประมงเรียกร้องให้รัฐจ่ายเงินเยียวยาจากการเลิกทำการประมงโพงพาง จำนวนช่องละ 500,000 บาทนั้น จังหวัดยังคงยืนยันด้วยเหตุผลเดิมว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากประมงโพงพางเป็นการกระทำผิดฝ่าฝืนกฎหมาย และที่ชาวบ้านกล่าวหาว่าภาครัฐทำเกินกว่าเหตุคงไม่ใช่เรื่องจริงแน่นอน เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้แจ้งให้ทราบแล้วว่าหากเจ้าของโพงพางไม่ดำเนินการตามประกาศของสำนักงานประมงจังหวัดสงขลา ทางจังหวัดจำเป็นต้องยกระดับความเข้มข้นด้วยการบังคับใช้กฎหมาย โดยไม่เลือกปฏิบัติเพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน อันจะนำมาสู่การปัญหาอย่างยั่งยืน.